บทความ

หลังคาเขียวกับภาวะโลกร้อน

หลังคาเขียวกับภาวะโลกร้อน หลังคาเขียวคืออะไร?                
          หลังคาเขียว (Green Roof) มิใช่การเล่นสีหลังคาเพื่อความสวยงาม แต่หมายถึงหลังคาที่ใช้พืชพรรณสีเขียวไปปลูกบนดินที่เหมาะสมเพื่อลดความร้อน ที่ผ่านเข้าสู่อาคารทางหลังคา ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานในการทำความเย็นเป็นสัดส่วนที่มากเมื่อเทียบกับความร้อนทั้งหมดที่เข้าสู่ทางอาคาร “เปลือกอาคาร” (Building Envelop) นอกจากการประหยัดพลังงานแล้ว หลังคาเขียวยังมีคุณประโยชน์อีกมากมาย เช่น ช่วยลดปริมาณน้ำฝนจากหลังคาที่ไหลสู่ระบบระบาย เป็นการช่วยบรรเทาการท่วมจากน้ำฝนช่วงฝนตกหลักและการสร้างระบบนิเวศน์ในเมืองอีกด้วย มีหลายประเทศที่อ้างว่าการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและคุณประโยชน์อื่น ๆ ของหลังคาเขียว สามารถคุ้มทุนค่าก่อสร้างได้ภายใน 5 – 10 ปี ขึ้นอยู่กับสัดส่วนของพื้นที่หลังคาต่อพื้นที่ใช้สอยทั้งหมดของอาคารปรับอากาศ นอกจากนี้หลังคาเขียวอาจหมายถึงหลังคาที่คลุมด้วย “เทคโนโลยีเขียว” อื่น เช่น แผงสุริยะเพื่อการผลิตไฟฟ้า หรือบ่อบำบัด “น้ำสีเทา” (Gray Water) ซึ่งเป็นน้ำเสียที่บำบัดขั้นต้นแล้ว หรือเป็นน้ำเสียที่เสียเพียงเล็กน้อยเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ เช่น ใช้น้ำรดต้นไม้   สวนหลังคาเขียวที่สร้างเพื่อความสวยงามและการใช้สอยนับรวมเป็น “หลังคาเขียว” ด้วย 
 



หลังคาเขียวบรรเทาภาวะโลกร้อนได้อย่างไร 
          หลังคาเขียวมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการลดการใช้พลังงาน จึงเท่ากับเป็นการลดการเผาผลาญพลังงานจากฟอสซิลซึ่งปลดปล่อย CO2 ที่เข้าสู่บรรยากาศซึ่งมีผลให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้น ดังเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปแล้ว ต้นไม้ ดินปลูก และความชื้นในดินปลูกจะดูดซับพลังงานความร้อนและแสงในรูปของการระเหยคายน้ำ (Evapotranspiration) กล่าวคือ ทั้งการระเหยของน้ำจากดินปลูกและจากการคายน้ำจากพืชพรรณที่ปลูกคลุมอยู่ ช่วยลดอุณหภูมิของบรรยากาศโดยจากความร้อนแฝง และการสะท้อนความร้อนบางส่วน จากการตรวจวัดของหลายแหล่งวิจัยพบว่า ค่าการถ่ายเทความร้อนทางหลังคาระหว่างกลางเกือบหมดไปโดยสิ้นเชิง สำหรับประเทศเขตหนาว หลังคาเขียวยังทำหน้าที่เป็นฉนวนป้องกันความอุ่นไม่ให้หนีออกทางหลังคาอีกด้วย นอกจากการลดการใช้พลังงานของเครื่องทำความเย็นได้มากแล้ว ตัวพืชพรรณเองนอกจากการคาย O2 สู่บรรยากาศแล้วยังดูดซับ CO2 ในบรรยากาศมาสร้างอาหารและตัวต้นจำนวนหนึ่งด้วย หลังคาเขียวจึงมีส่วนบรรเทาภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์โดยมีนัยสำคัญ
 


ค่าความร้อนผ่านหลังคา (RTT-Roof Thermal Transfer Value) 
          อาคารปรับอากาศทั่วไปใช้พลังงานไฟฟ้า (รวมเครื่องทำความอบอุ่นในประเทศหนาว) ประมาณร้อยละ 60 แสงสว่างประมาณ ร้อยละ 20 ที่เหลือเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปในอาคาร ความร้อนที่เกิดขึ้นในอาคารเป็นความร้อนจากภายนอกที่ผ่านทาง “เปลือกอาคาร” ได้แก่ ผนังและหลังคาประมาณร้อยละ 60 และเกิดจากระบบการใช้แสงสว่างภายในอาคารประมาณร้อยละ 20 ดังนั้น จะเห็นได้ว่าความร้อนภายนอกที่เข้าทางเปลือกอาคารทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมากที่สุด นอกจากนี้ในเนื้อที่ที่เท่ากัน ความร้อนจากแสงอาทิตย์จะเข้าสู่อาคารผ่านทางหลังคาที่ค่อนข้างแบนราบจะสูงกว่าการผ่านเข้าทางผนังทางดิ่งประมาณ 3 เท่า1 ในพื้นที่เท่ากัน แต่ด้วยสัดส่วนปริมาณผิวของหลังผันแปรตามประเภทและความสูงของอาคาร ดังนั้น การตัดความร้อนทางหลังคาจึงช่วยประหยัดพลังงานในอาคารปรับอากาศผันแปรอยู่ประมาณระหว่างร้อยละ 30 – 40 ซึ่งนับว่าประหยัดได้มาก นักวิทยาศาสตร์ประมาณว่าการปลดปล่อย CO2 ทั้งหมดของโลกเกิดจากการเดินทางและการขนส่งประมาณร้อยละ 40 จากการเกษตรและอุตสาหกรรมประมาณร้อยละ 30 จากการทำกิจกรรมและสร้างสิ่งแวดล้อมมนุษย์ (Built Environment) อีกประมาณร้อยละ 30 ดังนั้น หากสามารถตัดความร้อนผ่านหลังคาร่วมกับการใช้ฉนวนความร้อนตามผนังแล้ว อาคารทุกประเภททั่วโลกจะช่วยลดการปลดปล่อย CO2 จากการผลิตกระแสไฟฟ้าลงได้อย่างมหาศาล
 

ปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมือง (Urban Heat Island Effects)                
          ปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมือง หมายถึง การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิอากาศทั่วไปในบริเวณหนาแน่นของเมืองที่สูงกว่าส่วนชานเมืองหรือชนบทในตอนกลาง โดยเฉพาะช่วงบ่ายทำให้อุณหภูมิของเมืองชั้นในที่หนาแน่นสูงกว่าอุณหภูมิชานเมืองและชนบทโดยรอบประมาณ 2 – 4°C เป็นเหตุให้โหลดการทำงานของเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีรายงานวิจัยระบุว่าการลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศลง 1°C จะทำให้สิ้นเปลืองกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10 และว่าหากคาดฟ้าและหลังคาอาคารต่าง ๆ ในกรุงโตเกียว เป็นหลังคาเขียวร้อยละ 50 จะประหยัดค่าไฟฟ้าได้ประมาณวันละ 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
 

คุณประโยชน์ของหลังคาเขียว
          คุณประโยชน์หลักของหลังคาเขียวนอกจากเป็นการอนุรักษ์พลังงานที่โยงไปถึงการบรรเทาภาวะโลกร้อนจากการลดการปลดปล่อย CO2 แล้ว ยังช่วยประหยัดงบประมาณค่าทำความเย็นและความอุ่นได้มากอีกด้วย ที่ทำการนครชิกาโก สามารถประหยัดเงินได้มากถึง 25,000 เหรียญภายในเวลา 5 ปี จากการสร้างหลังคาเขียวเนื้อที่ 2,000 ตารางเมตร บนหลังคาอาคารที่ทำการนครโตเกียวมีอาคารใหม่เป็นหลังคาเขียวร้อยละ 20 ประเทศเยอรมนีมีหลังคาเขียวรวมกันทั้งประเทศร้อยละ 12 ซึ่งช่วยลดการปล่อย CO2 และช่วยประหยัดเงินเฉพาะค่าพลังงานที่ใช้กับเครื่องปรับอากาศในฤดูร้อนได้มหาศาล ประโยชน์สำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับหลังคาเขียวในเมืองหนาแน่น คือ การช่วยลดปริมาณน้ำฝนที่ไหลลงจากหลังคา ซึ่งสร้างปัญหาน้ำฝนท่วมฉับพลัน หลังคาเขียวที่มีดินปลูกและชั้นรองรับหนา 20 ซ.ม. สามารถอุ้มน้ำฝนช่วง 15 นาทีแรกได้ร้อยละ 93.2 – 76.6 – 64.4 และ 54.4 ของปริมาณฝน 25 – 50 -75 และ 100 มม. ตามลำดับ2 ประโยชน์สำคัญของหลังคาเขียวถัดมาได้แก่ การลดเสียงรบกวนหลังคาเขียวสามารถลดเสียงรบกวนที่มาจากด้านหลังคาได้ถึงมากร้อยละ 40 เดซิเบล นอกจากนี้ ยังมีคุณประโยชน์อื่นหลายประการ เช่น  ใช้เป็นสวนพักผ่อน   ใช้ปลูกผัก ผลไม้ และไม้ดอก   ช่วยกรองมลพิษ และโลหะหนักที่ติดเมล็ดฝนนำขณะตกผ่านอากาศ   ช่วยปลดปล่อย O2 ในขณะที่เก็บกัก CO2  ให้ที่อยู่อาศัยพักพิงของนกและสัตว์ เป็นการส่งเสริมระบบนิเวศในชุมชนเมือง ฯลฯ   ช่วยทำให้พื้นโครงสร้างดาดฟ้า และระบบกันซึมมีอายุใช้งานนานขึ้น
 

ความเป็นมา
          แม้การทำสวนหรือทำภูมิทัศน์บนดาดฟ้าหรือบนหลังคาเพื่อประโยชน์ใช้สอย หรือเพื่อความสวยงามมีมานานตั้งแต่สมัยบาบิโลน (สวนลอยบาบิโลน) ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน แต่การทำ “หลังคาเขียว” เพื่อการประหยัดพลังงานเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ เพิ่งเกิดขึ้นอย่างจริงจังในยุโรปประมาณ 40 ปี เริ่มด้วยแนวคิดด้านการประหยัดพลังงานในเยอรมนีเมื่อประมาณ พ.ศ. 2508 และแพร่หลายมากขึ้นจนทั่วยุโรป ปัจจุบัน ประมาณร้อยละ 12 ของอาคารทั้งหมดในเยอรมนีเป็นหลังคาเขียว ประเทศสหรัฐฯ มีการใช้หลังคาเขียวเพื่อการประหยัดพลังงานมากขึ้นอย่างรวดเร็ว พิธีสารเกียวโตมีผลให้ประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะนครโตเกียวและนครใหญ่อื่น ๆ หลายแห่งได้ตราเป็นเทศบัญญัติบังคับอาคารใหม่ทำหลังคาเขียว รวมทั้งอาคารเก่าที่สามารถทำได้
 

การก่อสร้างและการดูแลรักษา
 
          การก่อสร้างและการดูแลรักษาหลังคาเขียวขึ้นอยู่กับประเภทดังกล่าวข้างต้น หลังคาเขียวที่มีวัตถุประสงค์เชิงเดี่ยว หรือ “ประเภทปล่อย” ที่ไม่ต้องการความสวยงามจะมีน้ำหนักเบา ใช้พืชพรรณที่ทนทานต่อสภาพขาดน้ำ ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นพืชพื้นถิ่น ประเภทอวบน้ำหรือพืชคลุมดินที่ขึ้นได้ในที่แล้ง โดยที่วัสดุปลูกและพรรณไม้รวมทั้งระบบระบายน้ำที่ทำเฉพาะหลังคาเขียวจะมีน้ำหนักเบา อย่างไรก็ดีปัจจัยหลัก ๆ ที่พึงพิจารณาในการสร้างหลังคาเขียว มีดังนี้
 

          1) การรับน้ำหนักของหลังคาหรือดาดฟ้า
          อาคารเดิมทั่วไปมีหลังคาเป็นคอนกรีตอยู่แล้ว ซึ่งรวมทั้งหลังคาตึกแถวทั่วไปสามารถทำหลังคาเขียวแบบปล่อยหรือกึ่งปล่อยได้ โดยไม่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักมากนัก แต่หากเป็นหลังคาเขียวที่ทำเพื่อใช้สอยและเพื่อความสวยงาม จะต้องตรวจสอบขีดความสามารถในการรับน้ำหนักโดยวิศวกรเสียก่อน เนื่องจากอาจต้องมีการสร้างทางเดิน  บ่อน้ำ หรือกระบะต้นไม้ซึ่งมีน้ำหนักมาก แต่ถ้าเป็นอาคารใหม่ที่มีการออกแบบไว้ล่วงหน้า ย่อมไม่มีปัญหาใด ๆ
 

          2) น้ำหนักของดินปลูก
          
ดินปลูกที่นำมาใช้ทำหลังคาเขียวควรมีน้ำหนักเบา อุ้มน้ำแต่ระบายน้ำได้ดีและไม่ย่อยสลายง่าย ประเทศในยุโรป  อเมริกา  ญี่ปุ่น  สิงคโปร์และประเทศอื่น ๆ ที่นิยมทำหลังคาเขียวมีการผลิตดินประเภทนี้จำหน่ายแพร่หลายในราคาที่ไม่แพง ดินปลูกน้ำหนักเบานี้จำเป็นสำหรับดาดฟ้าหรือหลังคาอาคารเดิมที่ไม่ได้เผื่อน้ำหนักใช้สอยไว้ เช่น หลังคาเอียงที่เห็นโดยทั่วไป รวมทั้งดาดฟ้าที่ไม่ได้ออกแบบไว้สำหรับการใช้สอย เช่น หลังคาตึกแถวส่วนใหญ่ในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังช่วยลดความสิ้นเปลืองค่าขนส่งและค่ายกขึ้นดาดฟ้าที่มักอยู่สูง
 

          3) การป้องกันการรั่วซึมและการระบายน้ำ
          ในประเทศหนาวที่มีหิมะ ความร้อนที่ผิวหลังคาหรือดาดฟ้าระหว่างกลางวัน กลางคืน และระหว่างฤดูร้อนกับฤดูหนาวต่างกันสูงมาก อีกทั้งน้ำที่กลายเป็นน้ำแข็งตามรอยแยกเล็ก ๆ ยังทำให้รอยแยกขยายตัวมากขึ้นทุกปี ดั้งนั้น การก่อสร้างเพื่อป้องกันการรั่วซึมจึงซับซ้อนทำให้ราคาแพงมาก สำหรับดาดฟ้าอาคารเดิม หรือที่ทำขึ้นใหม่ในประเทศไทย ไม่มีปัญหาดังกล่าว ดาดฟ้าคอนกรีตผสมน้ำยากันซึมที่เป็นผิวซีเมนต์ขัดมันธรรมดาที่มีทางระบายน้ำและรูระบายน้ำดังที่เห็นโดยทั่วไปสามารถวางถาดดินปลูกและพืชพรรณได้เลย
 

          4) การให้น้ำและการดูแล
          
การให้น้ำหลังคาเขียวขึ้นอยู่กับประเภท หลังคาเขียวประเภmปล่อยบางแห่ง ไม่มีการให้น้ำเลย ซึ่งมีข้อเสียอยู่บ้าง กล่าวคือเมื่อนานเข้าจะเหลือพืชเพียงชนิดเดียว คือพืชที่ทนทานที่สุด ซึ่งถือว่าไม่ดี เนื่องจากจะทำให้ขาดความหลากหลายทางชีวภาพ ในต่างประเทศถือว่าหลังคาเขียวเป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์เมือง เช่น นก  แมลง  ผีเสื้อและสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กหลายชนิด ดังนั้น แม้จะเป็นหลังคาเขียวแบบปล่อยก็มักมีระบบน้ำหยดขนาดเล็กคอยเสริมในช่วงที่แห้งแล้งผิดปกติ ส่วนหลังคาเขียวประเภทกึ่งปล่อย หรือประเภทต้องดูแลจะใช้ระบบการให้น้ำเหมือนงานภูมิทัศน์หลังคาทั่วไป ในชนบทยุโรปบางแห่งปล่อยให้ฝูงแพะขึ้นไปคอยดูแลตัดต้นหญ้าแทนคน
 

พรรณไม้
    
          โดยที่ภูมิทัศน์ “หลังคาเขียว” อยู่บนที่สูงหรืออยู่บนหลังคา จึงทำให้การดูแลรักษายากกว่าภูมิทัศน์บนพื้นดิน การเลือกพรรณไม้สำหรับหลังคาเขียวจึงต้องเป็นพรรณไม้ที่ทนทาน  ทนแล้ง ไม่โตเร็วเกินไป และมักมีขนาดไม่ใหญ่โนเมื่อโตเต็มที่ โดยเฉพาะหลังคาเขียว “ประเภทปล่อย” (Extensive) ประเทศหนาวเย็นที่พัฒนาหลังคาเขียวมานานแล้ว จะมีการค้นคว้าวิจัยทดลองและเลือกพรรณไม้ที่มีคุณสมบัติดังกล่าวจำนวนมากและหลากหลายพันธุ์ จึงเอื้อให้เล่นสีสันต่าง ๆ ได้สวยงามแม้จะเป็นหลังคาเขียวประเภท “แบบปล่อย” ก็ตาม พรรณไม้ที่ใช้ได้ผลและแพร่หลาย ได้แก่ พรรณไม้อวบน้ำที่ขึ้นในที่สูงและที่แห้งแล้งโดยเฉพาะพืชสกุล Sedum ซึ่งมีหลายพันธุ์ รวมทั้งพรรณไม้ทนทานที่สวยงามหลายชิดเป็นที่นิยมใช้กันมาก พรรณไม้เหล่านี้มีเรือนเพาะชำเพาะจำหน่ายทั่วไป บางแห่งปลูกในถาดสำเร็จรูปที่ยกไปติดตั้งได้ทันที เรียกกันว่าแบบ Modular หรือแบบ Grid ประเทศไทยมีพรรณไม้หลายชนิดประเภทอวบน้ำที่เข้าข่ายทนแล้ง และทนทาน สามารถทำหลังคาเขียวได้ แต่ยังไม่พบว่ามีนักวิจัยผู้ใดค้นคว้าพรรณไม้เหล่านี้เพื่อหลังคาเขียวขึ้นจริงจังเป็นการเฉพาะ
 

การปฏิบัติและการบังคับใช้กฎหมาย
          ประเทศพัฒนาแล้วเกือบทุกประเทศ มีการออกกฎหมายควบคุมอาคารเพื่อบังคับให้ประหยัดพลังงานมานานแล้ว โดยเฉพาะประเทศในยุโรปที่มีความเข้มงวด สืบเนื่องมาจากราคาน้ำมันแพง ผนวกกับห่วงใยในปัญหามลพิษที่เกิดจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล ปัญหาโลกร้อนที่ทั่วโลกห่วงใยในปัจจุบัน จึงกลายเป็นปัจจัยผลักดันให้มีการปฏิบัติเกิดขึ้น หลังคาเขียวเป็นวิธีรูปธรรมที่ได้ผลและอยู่ในวิสัยที่ปฏิบัติได้ทันที จึงมีการออกกฎหมายวางกฎเกณฑ์เกี่ยวกับหลังคาเขียว บังคับใช้เพื่อลดปัญหาภาวะโลกร้อนด้วยการลดการปลดปล่อย CO2 อย่างแพร่หลาย ข้อบัญญัติควบคุมอาคารส่วนใหญ่อาศัยการกำหนดค่าการเปลี่ยนถ่ายความร้อนจากภายนอกสู่อาคารโดยรวมทาง “เปลือกอาคาร” (Overall Thermal Transfer Value หรือ OTTV) และการผ่านเข้าทางหลังคา (Roof Thermal Transfer Value หรือ RTTV) และค่าความร้อนที่ผ่านเข้าทางหลังคา ทั้งอาคารเก่าและอาคารใหม่ ว่าจะต้องไม่เกิน 25 วัตต์/ตรม. ประเทศไทยออกกฎหมายนี้เมื่อ พ.ศ. 2538 กำหนดค่าตัวเลขไว้ใกล้เคียงกัน บางแห่งอาจจะต่ำกว่าตามการผันแปรของประเภทอาคาร
                

          การใช้บังคับกฎหมายนี้และการตระหนักถึงปัญหาโลกร้อนกับการประหยัดพลังงานทำให้การทำหลังคาเขียวแพร่หลายเร็วและมากขึ้น มีการศึกษาทดลองและวิจัยรวมทั้งพัฒนาอุปกรณ์ที่เบา  ราคาถูก และสะดวกในการ   ติดตั้ง และดูแลรักษาง่ายว่างจำหน่ายโดยทั่วไป นอกจากการบังคับใช้เป็นกฎหมายแล้ว ยังมีมาตรการเชิงส่งเสริมมาใช้แพร่หลายด้วย องค์กรเอกชนในประเทศสหรัฐฯ คือ “สมัชชาอาคารเขียว” (U.S. Green Building Council) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2541 ได้พัฒนามาตรฐานการออกแบบอาคารด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ที่เรียกว่า “หลีด” LEED (Leadership in Energy and Environment Design) โดยมีหน่วยงานต่าง ๆ ทั่วโลกเป็นสมาชิกมากว่า 10,000 ราย มีโครงการ “อาคารเขียว” ที่ก่อสร้างตามมาตรฐาน “หลีด” แล้วมากกว่า 14,000 โครงการใน 50 รัฐของสหรัฐฯ และ 30 ประเทศทั่วโลก รวมพื้นที่พัฒนาได้มากถึง 99 ล้านตารางเมตร อาคารเหล่านี้ใช้อาคารเขียวเป็นตัวลดความร้อนที่ผ่านทางหลังคาอาคารที่ได้รับประกาศนียบัตร ซึ่งแบ่งเป็น 4 ระดับ สามารถนำคะแนนที่สะสมได้ไปแลกเป็นเงินได้จากโครงการ “ซื้อขายคาร์บอน” (Carbon Emission Trading) กับประเทศที่ยังไม่สามารถลดการปล่อย CO2 ตามข้อตกลงในพิธีสารเกียวโตมาตรา 17 ในอัตราตันละ $14 ซึ่งเป็นปัจจัยเร่งที่สำคัญที่สุดในการทำหลังคาเขียวที่แพร่หลายในปัจจุบัน 

หลังคาเขียวในประเทศไทย
          ประเทศไทยมีการจัดภูมิทัศน์หลังคาหรือสวนบนดาดฟ้ามานานพอควร แต่ส่วนใหญ่ทำเพื่อความสวยงามและการใช้สอยเป็นหลัก ไม่ได้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการลดความร้อนที่ผ่านเข้าทางหลังคาเพียงอย่างเดียว แต่สวนหลังคาดังกล่าวก็ทำหน้าที่ประหยัดพลังงานได้เช่นเดียวกับหลังคาเขียว ปัจจุบันยังไม่พบว่ามีโครงการสำคัญใด ๆ ที่ทำหลังคาเขียวเพื่อการนี้โดยตรง แต่อย่างไรก็ดี โครงการขนาดใหญ่บนที่ดินราคาแพง มีการสร้างสวนหลังคากันมาก โดยเฉพาะโรงแรมและที่พักอาศัย เช่น อพาร์ตเมนต์หรือคอนโดมิเนียม เนื่องจากเป็นการเพิ่มสวนและพักผ่อน ซึ่งบางครั้งมักรวมสระว่ายน้ำ โดยไม่ต้องใช้พื้นที่ที่ระดับดินซึ่งมีราคาแพงมาก 
 

สรุป
          หลังคาเขียวมีคุณประโยชน์เป็นอเนกประการ ทั้งในด้านประโยชน์ใช้สอยและความสวยงามที่ต้องการการดูแลมาก และด้านนิเวศวิทยาที่ดูแลแบบปล่อยหรือกึ่งปล่อย ในด้านการบรรเทาภาวะโลกร้อน หลังคาเขียวให้ผลอย่างชัดเจนที่พิสูจน์มาแล้วทั่วโลก นานาประเทศจึงออกกฎหมายบังคับอาคารใหม่และอาคารเดิมที่ปรับปรุงใหม่ ให้สร้างหลังคาเขียวโดยกำหนดค่าการเปลี่ยนถ่ายความร้อนทางหลังคา (OTTV) ข้อจำกัดปริมาณการปลดปล่อย CO2 รวมทั้งการใช้ระบบภาษีจูงใจ นอกจากนี้ หลังจากสหประชาชาติกำหนดมาตรการและวิธีการ “การซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอน” (Carbon Trade) เจ้าของอาคารหรือเจ้าของกิจการสามารถนำคะแนนที่ได้จากการลดการปลดปล่อย CO2 ไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินกับประเทศอุตสาหกรรมที่ปล่อย CO2 เกินได้ สำหรับประเทศไทยแม้จะมีกฎหมายกำหนดค่า OTTV ออกมาแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2538 มีการออกข้อบังคับให้เจ้าของอาคารปลูกต้นไม้ใหญ่ในบริเวณโครงการ 1 ต้น ต่อเครื่องปรับอากาศ 1 ตัน ซึ่งปฏิบัติไม่ได้และยกเลิกข้อบังคับนี้ไป ดังนั้น หลังคาเขียว จึงเป็นทางช่วยบรรเทาปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม หากสามารถใช้บังคับเป็นกฎหมายข้อบังคับได้   
 

เอกสารอ้างอิง1. Building and Construction Authority, 2007, Code on Envelope Thermal Performance for Buildings, Singapore2. ที่มา: www.greengridroof.com 
 

ขอขอบคุณศาสตราจารย์กิตติคุณเดชา  บุญค้ำ ที่กรุณาอนุเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้ในการเผยแพร่และขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก หนังสือสวนและต้นไม้ 2552 สำนักงานสวนสาธารณะค่ะ  (^^)
 "

 
Share 
 
MACROMEDIA
FLASH PLAYER
WINDOWS
POCKET PC
JAVA VIRTUAL
MACHINE
ADOBE ACROBAT
READER
WINDOWS
POCKET PC


สำนักสิ่งแวดล้อม ศาลาว่าการ กทม.2 ถนนมิตรไมตรี เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400 โทร. 0 2247 1671
Copyright © 2013 สำนักสิ่งแวดล้อม. All rights reserved