หมวดที่ 1:  ด้านการใช้พลังงานและการปล่อย CO2

 
                                                      ตัวชี้วัด:  ปริมาณการปล่อย CO2 ต่อคน (ตันต่อคน)                                             
                                                                  ปริมาณการใช้พลังงานต่อหน่วย GDP (MJ/US$)
                                                                  นโยบายต่อการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ
                                                                  นโยบายด้านพลังงานสะอาด
 
การวิเคราะห์สถานการณ์ด้านการใช้พลังงานและการปล่อย CO2    
                1.1 สถานการณ์ด้านการใช้พลังงานของประเทศไทย  
                จากภาพรวมของความต้องการใช้พลังงานของประเทศไทย โดยทาง สศช. คาดว่าในปี 2556 ภาวะเศรษฐกิจของไทยจะขยายตัวร้อยละ 4.5 - 5.5 จากอุปสงค์ภายในประเทศที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งการขยายตัวของลงทุนของภาครัฐและเอกชน จึงประมาณการการใช้พลังงานของประเทศปี 2556 ดังนี้
                    1.  การใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้น คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 2,076 เทียบเท่าพันบาร์เรลน้ำมันดิบ ต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ร้อยละ 5.4
                     2.  น้ำมันสำเร็จรูป คาดว่าจะมีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.7 โดยที่น้ำมันเบนซิน คาดว่ามีการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 จากนโยบายรถยนต์คันแรกที่จะมีรถยนต์เข้าสู่ระบบประมาณ 1 ล้านคัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถที่ใช้น้ำมันเบนซิน ในส่วนของน้ำมันดีเซล คาดว่ามีการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 ตามภาวะเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งถ้ารัฐบาลยังมีนโยบายให้คงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลให้อยู่ในระดับต่ำ   น้ำมันเครื่องบิน คาดว่ามีการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.1 จากการขยายตัวของการท่องเที่ยว ในส่วนของก๊าซ LPG คาดว่ามีการใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0 เนื่องจากความต้องการในภาคครัวเรือนและในรถยนต์เพิ่มขึ้น ส่วนการใช้ในภาคอุตสาหกรรมจะไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก เนื่องจากการผลิตในประเทศมีจำกัดและการนำเข้ามีราคาสูง และในส่วนของน้ำมันเตา คาดว่า มีการใช้ลดลงเล็กน้อยร้อยละ 1.9 เนื่องจากการใช้ในอุตสาหกรรมและในการผลิตไฟฟ้าลดลง
                     3.  ก๊าซธรรมชาติ คาดว่าปริมาณความต้องการในปี 2556 จะเพิ่มขึ้นจากปี 2555 ร้อยละ 7.6 โดยมีการใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.8 การใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอื่นๆ เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.8 การใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3 และใช้เพื่อเป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ NGV เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.7 แต่ถ้าหากมีการปรับราคาขายปลีก NGV เพิ่มขึ้นอาจส่งผลให้การใช้ NGV ขยายตัวไม่สูงมาก
                     4. ไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้าในปี 2556 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 ตามภาวะเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา
 
                1.2 สถานภาพความเป็นเมืองสีเขียวด้านพลังงานและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของกรุงเทพมหานคร
                เกณฑ์ความเป็นเมืองสีเขียว กรุงเทพฯในด้านการใช้พลังงานและคาร์บอนได ออกไซด์จัดให้กรุงเทพมหานครอยู่ในอยู่ในระดับปานกลางและมีบางประเด็นที่ยังต้องปรับปรุงในเรื่องของพลังงานและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 6.7 ตัน/คน ซึ่งยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยของ 22 เมือง ซึ่งอยู่ที่ 4.6 ตัน/คน ทั้งนี้การขนส่งมีส่วนในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง
ร้อยละ 40 ในกรุงเทพฯ เนื่องจากมีรถยนต์และการผลิตพลังงานในอัตราที่สูง อย่างไรก็ตาม กรุงเทพฯ ทำได้ค่อนข้างดีในนโยบายด้านพลังงานสะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งด้านพลังงาน และการลงทุนด้านพลังงานที่ได้จากขยะ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันลดการใช้พลังงานและช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศของโลก
             การใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม การจราจรและขนส่งในนั้น ได้มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gases) ในรูปของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มากที่สุด ซึ่งเป็นต้นเหตุของภาวะโลกร้อนเมื่อเทียบกับภาคส่วนอื่นๆ ทุกวันนี้เราต้องนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศถึงปีละเกือบสามแสนล้านบาท และนับวันจะขาดแคลน เราจึงควรประหยัดพลังงาน เพื่อลดปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น  ลดภาวะโลกร้อน  ลดมลพิษทางอากาศที่เป็นปัญหาต่อสุขภาพของเราอยู่ทุกวันนี้  เราจึงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้พลังงานอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกัน 
        สำหรับการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายของประเทศในรูปของ GDP ในปีพ.ศ.2555 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยดังภาพ
ภาพการใช้พลังงานในประเทศไทยในปี 2555 (ที่มา: กรมธุรกิจพลังงาน, 2556)
 
 
                แนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในการประหยัดพลังงาน
                แนวโน้มการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นทุกด้าน ย่อมส่งผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งด้านการใช้ยานพาหนะในการเดินทางและการขนส่งที่ส่งผลต่อคุณภาพอากาศ ทั้ง PM10 ที่เกิดจากการใช้น้ำมันดีเซล ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์(NOx)ในอากาศ และก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์(SOx)ในอากาศ   กระบวนการผลิตที่ใช้เครื่องจักรกล   การบริโภคที่เพิ่มขึ้น การใช้ทรัพยากรที่เพิ่มขึ้น และของเสียทั้งน้ำ อากาศ และขยะที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนที่จะต้องช่วยกันดูและรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการผลิต การขนส่ง การจำหน่าย การบริโภค และการจัดการของเสีย
                การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนมีความสำคัญในการร่วมแรงร่วมใจ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเมืองใหญ่ เพื่อเสริมสร้างแนวทางของเมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สิ่งที่เราอยากเห็นและอยากให้ทุกภาคส่วนร่วมปรับตัวตระหนักถึงคุณค่าของพลังงานฟอสซิลที่จะหมดลงในอีกไม่ถึง 100 ปี ข้างหน้า ข้อมูลจากอุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร บอกว่าน้ำมันดิบจะหมดในอีกประมาณ 40 ปีข้างหน้า แก๊สธรรมชาติจะหมดในอีก 60 ปีข้างหน้า และถ่านหินจะหมดในอีก 200 ปีข้างหน้า สำหรับแนวทางการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เสนอแนะ มีดังต่อไปนี้
 
มาตรการระยะสั้น:   
  1. การสร้างจิตสำนักและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการประหยัดพลังงานโดยการสร้างองค์ความรู้และความร่วมมือด้านการประหยัดพลังงาน  การบริโภคพลังงานอย่างประหยัด
  2. การส่งเสริมการเลือกใช้สินค้าฉลากเขียว เบอร์ 5 สินค้าที่ผลิตโดยสายการผลิตสั้น มีการใช้วัสดุรีไซเคิลได้ในกระบวนการผลิต บรรจุภัณฑ์สามารถรีไซเคิลได้
  3. การส่งเสริมการเดินทางโดยใช้ระบบขนส่งมวลชนหรือการเดินทางโดยใช้รถร่วมกัน
  4. การส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน             
                       
มาตรการระยะยาว:  
  1. การพัฒนาระบบระบบขนส่งมวลชนให้มีประสิทธิภาพและประหยัดพลังงาน
  2. การพัฒนาภาคการผลิตที่ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า
  3. การใช้พลังงานทดแทน
  4. การประหยัดพลังงานในอาคาร และการออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน
  5. การจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน
 
   -   การใช้พลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ การประหยัดพลังงานด้วยการลดการใช้ไฟฟ้า ทุกๆ 1 หน่วย (กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง) จะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 0.561  กิโลกรัม
  -   การจัดการขยะมูลฝอยโดยใช้หลัก 3Rs (Reduce, Reuse & Recycle) การลดปริมาณขยะมูลฝอยทุกๆ  1 กิโลกรัม จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ  0.3  กิโลกรัม
  -   การร่วมกันปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว การเพิ่มพื้นที่สีเขียวเป็นแนวทางที่สำคัญของการวางผังเมืองสีเขียว  โดยที่การปลูกต้นไม้หนึ่งต้น สามารถช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ   9  กิโลกรัมต่อปี
   -   การเลือกใช้เชื้อเพลิงจากพลังงานทดแทน การเลือกใช้ไบโอดีเซล (B5) เป็นเชื้อเพลิงจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ  0.135  กิโลกรัมต่อลิตร  และการใช้แก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ  0.219  กิโลกรัมต่อลิตร
   -   การใช้ระบบขนส่งมวลชนที่มีความสะดวกในการเดินทางเช่นรถไฟฟ้า  รถประจำทาง เป็นแนวทางลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล เพื่อช่วยส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ควรพิจารณาแนวทางการขนส่งที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม



 
MACROMEDIA
FLASH PLAYER
WINDOWS
POCKET PC
JAVA VIRTUAL
MACHINE
ADOBE ACROBAT
READER
WINDOWS
POCKET PC